0

จังหวัดเชียงใหม่

นพบุรี ศรีนครพิงค์ หรือเวียงพิงค์ ของพ่อขุนเม็งรายมหาราชในอดีต หรือเชียงใหม่ในวันนี้ คือ เมืองที่เปรียบประดุจดังกุหลาบงามของแผ่นดินลานนาไทย เป็นเมืองใหญ่และสำคัญที่สุดของภาคเหนือและเป็นเมืองที่รวบรวมศิลปกรรม โบราณวัตถุ ตลอดจนวัฒนาธรรมดั้งเดิมของลานนาไทยเอาไว้

จังหวัดเชียงใหม่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของประเทศไทย ประมาณเส้นรุ้ง 16 องศาเหนือ เส้นแวงประมาณ 99 องสาตะวันออกอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,027 ฟุต (310 เมตร) ส่วนกว้างที่สุดจากตะวันตกจดตะวันออกประมาณ 138 กิโลเมตร ส่วนยาวที่สุดจากเหนือถึงใต้ประมาณ 320 กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งหมด 20,107 ตารางกิโลเมตร

การเดินทาง

ทางรถยนต์

จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน) แล้วแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 32 (สายเอเชีย) ผ่านอยุธยา อ่างทอง นครสวรรค์ แล้วใช้ทางหลวงหมายเลข 117 ไปยังพิษณุโลก แล้วต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 11 ผ่านลำปาง ลำพูน ถึงเชียงใหม่ ระยะทางประมาณ 695 กิโลเมตร อีกทางหนึ่งคือจากนครสวรรค์ ไปตามทางหลวงหมายเลข 1 ผ่านกำแพงเพชร ตากและลำปาง ถึงเชียงใหม่ ระยะทางประมาณ 696 กิดลเมตร

รถประจำทาง

มีรถประจำทางทั้งรถธรรมดาและปรับอากาศบริการระหว่างกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ทุกวัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 10 ชั่วโมง รายละเอียดสอบถามได้ที่ สถานีขนส่งสายเหนือ ถนนกำแพงเพชร 2 โทร.936-3660 ,936-3666 และที่เชียงใหม่ โทร.(053)242-664

รถไฟ

มีรถด่วน และรถเร็ว ออกจากสถานีรถไฟกรุงเทพฯทุกวัน สอบถามรายละเอียดกำหนดการเดินรถได้ที่หน่วยบริการเดินทาง การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร. 223-7010 , 223-7020 และที่เชียงใหม่ โทร. (053)242-094

เครื่องบิน

บริษัท การบินไทย มีเครื่องบินแอร์บัส และโบอิ้งบินประจำ ระหว่างกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ทุกวัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง สำรองที่นั่ง โทร. 280-0060 , 628-2000 สอบถามรายละเอียดโทร. 1566 และที่เชียงใหม่ โทร. (053) 210-210 , 211-044-7

การปกครอง

จังหวัดเชียงใหม่แบ่งการปกครองออกเป็น 22 อำเภอ และ 2 กิ่งอำเภอ คอ อำเภอเมือง อำเภอหางดง อำเภอแม่แตง อำเภอสารภี อำเภอสันกำแพง อำเภอดอยสะเก็ด อำเภอเชียงดาว อำเภอสันทราย อำเภอฝาง อำเภอฮอด อำเภออมก๋อย อำเภอพร้าว อำเภอแม่ริม อำเภอสะเมิง อำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอสันป่าตอง อำเภอแม่อาย อำเภอดอยเต๋า อำเภอเวียงแหง อำเภอไชยปราการ อำเภอแม่วาง กิ่งอำเภอแม่ออน และกิ่งอำเภอดอยหล่อ

อาณาเขต

ทิศเหนือ                จดรัฐเชียงตุงของสหภาพพม่า

ทิศใต้                     จดจังหวัดลำพูน และตาก

ทิศตะวันตก           จดจังหวัดแม่ฮ่องสอน

ทิศตะวันออก         จดจังหวัดเชียวราย ลำปาง และลำพูน

โดยทั่วไปแล้วพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ส่วนใหญ่เป็นป่าละเมาะและภูเขา เนื้อที่ประมาณ 20,127 ตารางกิโลเมตร มีที่ราบอยู่ตอนกลางตามสองฟากฝั่งของแม่น้ำปิง ภูเขาสูงที่สุดในประเทศไทยคือ “ดอยอินทนนท์” สูงประมาร 2,599 เมตร อยู่ในเขตอำเภอจอมทองและแม่ฮ่องสอน ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 100 กิดลเมตร ปัจจุบันมีถนนอย่างดีขึ้นไปจนถึงยอดเขา ดอยอินทนนท์นับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีดอยอื่นๆ ที่มีความสูงรองลงมาอีกหลายแห่ง เช่น ดอยผ้าห่มปก ดอยหลวงเชียงดาว ดอยสุเทพ และตามดอยเหล่านี้ยังมีถ้ำและสถานที่น่าสนใจอื่นๆอีกด้วย

สถานที่น่าสนใจในเขตตัวเมือง

วัดสวนดอก

 

วัดสวนดอก

 

ตั้งอยู่ที่ถนนสุเทพ วัดนี้พระเจ้ากือนา ทรงสร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 1914 เพื่อให้เป็นที่จำพรรษาของพระมหาเถระสุมนผู้ประดิษฐานพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ในแผ่นดินล้านนาไทย วัดนี้แต่เติมเป็นพระราชอุทยานของกษัตริย์ลานนาไทยสมัยแรกเริ่มมีสถาปัตยกรรมสำคัญ คือ เจดีย์ประธานเป็นเจดีย์ทรงกลม กู่บรรจุอัฐิเจ้าตระกูล ณ เชียงใหม่ และวิหารโถง นอกจากนี้ยังเป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าเก้าตื้อ ซึ่งพญาเมืองแก้วโปรดให้หล่อขึ้น

วัดเชียงมั่น

อยู่ถนนราชภาคินัยพุทธศาสนสถานอีกหนึ่งแห่ง ที่ถือได้ว่ามีความสำคัญสำหรับชาวเชียงใหม่เป็นอย่างยิ่ง วัดที่เก่าแก่ที่สุดในตัวเมืองเชียงใหม่และถือเป็นวัดแห่งแรกในเขตกำแพงเมือง เมื่อขุนเม็งรายมหาราชสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้น เมื่อปี พ.ศ.1839 พระองค์ทรงยกพระตําหนักที่ประทับชื่อ ตําหนักเชียงมั่นถวายเป็นพระอารามใหม่ชื่อว่า วัดเชียงมั่น วัดนี้เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปสําคัญของเชียงใหม่ คือ พระเสตังคมณี หรือพระแก้วขาว ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนชาวเชียงใหม่นอกจากวัดเชียงมั่นจะมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงใหม่ ในฐานะที่เป็นพระอารามหลวงแห่งแรกในเขตกำแพงเมืองแล้ว เมื่อถึงเทศกาลสลากภัตร หรือ ทานก๋วยสลาก จะมีการทานข้าวสลากที่วัดนี้ก่อนแล้วจึงจะทำที่วัดอื่น ๆ ต่อไป ในสมัยพญามังราย วัดเชียงมั่น ยังเป็นศูนย์กลางการศึกษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนาอีกด้วย นอกจากนี้ วัดเชียงมั่นเป็นสถานที่รวบรวมโบราณวัตถุจำนวนมาก ซึ่งอาคารเสนาสนะและปูชนียวัตถุของวัดเชียงมั่นประกอบไปด้วย วัดเชียงมั่นมีสถาปัตยกรรมสําคัญ ได้แก่ เจดีย์สี่เหลี่ยมผสมทรงกลม ฐานช่างล้อม พระอุโบสถและหอไตร

วัดพระสิงห์วรวิหาร

 

วัดพระสิงห์วรวิหาร

 

อยู่ถนนสามล้านเป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งซึ่งประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปปางมารวิชัยขัดสมาธิเพชรประดิษฐานอยู่ในวิหารลายคำ เมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์ ชาวเมืองจะอัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้แห่ไปตามถนนรอบๆ เมืองเพื่อให้ประชาชนสรงน้ำโดยทั่วถึงกัน แต่เดิมที่ดินบริเวณวัดนี้เป็นตลาดเรียกว่า กาดลีเชียง จนถึงปี พ.ศ.1888 พระเจ้าผายูกษัตริย์องค์ที่ 7 ในราชวงศ์เม็งรายทรงโปรดฯ ให้สร้างวัดนี้ขึ้นพร้อมทั้งสร้างพระเจดีย์สูง 24 ศอกหนึ่งองค์ เพื่อให้เป็นที่บรรจุอัฐิพระราชบิดาของพระองค์ สถาปัตยกรรมสำคัญของวัดนี้ได้แก่วิหารลายคำที่มีจิตรกรรมฝาผนังงดงาม พระอุโบสถ หอไตรที่มีปูนปั้นรูปเทวดาประดับ และเจดีย์ทรงกลมแบบล้านนา

วัดเจดีย์หลวง

เป็นวัดเก่าแก่ในจังหวัดเชียงใหม่ สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าแสนเมืองมา กษัตริย์ ลำดับ ที่ 7 แห่งราชวงศ์มังราย ไม่ปรากฏปีที่สร้างแน่ชัด สันนิษฐานว่าวัดแห่งนี้น่าจะสร้างในปี พ.ศ. 1928-พ.ศ. 1945 วัดเจดีย์หลวงเป็นพระอารามหลวงแบบโบราณ มีการบูรณะมาหลายสมัย โดยเฉพาะพระเจดีย์ ที่ปัจจุบันมี ขนาด ความกว้างด้านละ 60 เมตร เป็นองค์พระเจดีย์ที่มีความสำคัญที่สุดองค์หนึ่งในเชียงใหม่ วัดเจดีย์หลวงสร้าง อยู่กลางใจ เมืองเชียงใหม่ ซึ่งแต่เดิมถือว่าเป็นศูนย์กลางทางการปกครองของอาณาจักรล้านนา ปัจจุบันบริเวณ วัดเจดีย์หลวงกลางเมืองเชียงใหม่ มีสิ่งสักกาละหลากหลายได้แก่ เจดีย์หลวง อินทขีล ต้นยาง กุมภัณฑ์ พระฤๅษี ซึ่งสะท้อนพัฒนาการคติจักรวาลได้ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ที่แวดล้อมของเมืองชีวิต

เสาอินทขิลหรือเสาหลักเมือง

เป็นหลักเมืองที่ถูกสร้างขึ้นมา เมื่อครั้งพ่อขุนเม็งรายมหาราชจะสถาปนาเมืองเชียงใหม่ ในช่วงประมาณปี พ.ศ. 1839  โดยตั้งแต่แรกเริ่มนั้น เสาอินทขิล หรือเสาหลักเมืองได้ประดิษฐานอยู่ภายในวิหารของวัดอินทขีลสะดือเมือง หรือวัดสะดือเมือง ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ที่ ถนนอินทวโรรส ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาจนกระทั่งประมาณปี พ.ศ. 2343  พระเจ้ากาวิละซึ่งเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ในสมัยนั้น ได้ร่วมมือกับกองทัพของพระเจ้าตากสินมหาราช ทำการขับไล่พม่าออกจากดินแดนล้านนาได้สำเร็จ ต่อจากนั้นได้ฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยครั้งนี้ได้ ย้ายเสาอินทขิลหรือเสาหลักเมือง จากวัดอินทขีลสะดือเมือง หรือวัดสะดือเมือง มาประดิษฐานอยู่ ณ วัดเจดีย์หลวง ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 103 ถนน พระปกเกล้า ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนถึงกาลปัจจุบัน เสาอินทขีลของเมืองเชียงใหม่ถูกสร้างขึ้นด้วยพื้นฐานความเชื่อที่ว่า การสร้างเมืองในสมัยก่อนจะต้องมีเสาหลักเมือง เป็นศูนย์รวมแห่งความเชื่อความศรัทธา และจะต้องตั้งอยู่ศูนย์กลางของเมือง ที่เรียกว่า สะดือเมือง เพื่อเป็นที่เคารพสักการะของชาวเมือง ว่ากันว่าเสาหลักเมืองเป็นเสาแห่งความมั่นคงตามดวงชะตาที่จะกำหนดความเจริญและความเสื่อมของเมือง ปัจจุบัน เสาอินทขิลนี้ประดิษฐานอยู่ภายในวิหารจตุรมุขทรงไทยหลังเล็กๆของวัดเจดีย์หลวง ในส่วนของตัวเสาหลักอินทขิลนี้ สร้างด้วยไม้ซุงต้นใหญ่ ที่ฝังอยู่ใต้ดิน  โดยในทุกๆปี ช่วงเดือนพฤษภาคมจะมีงานพิธีบูชา เสาอินทขิล หรือเสาหลักเมืองนี้ ซึ่งเรียกว่า เข้าอินทขิล ถือเป็นการบูชาและพิธีฉลองหลักเมืองของชาวเชียงใหม่กล่าวได้ว่า  เสาอินทขิล หรือเสาหลักเมือง  เป็นหลักชัยคู่บ้านคู่เมืองของชาวเมืองเชียงใหม่และมีประวัติศาสตร์อันยาวนานควบคู่กับการสร้างเมืองเชียงใหม่   ชาวเชียงใหม่เชื่อว่า  เสาอินทขิลเป็นเสาหลักที่สร้างความมั่นคง การอยู่ดีมีสุข  ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นชาวเชียงใหม่เอง หรือนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศต่างนิยมมากราบไหว้ขอพร เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลให้แก่ตนเองและครอบครัว

วัดตำหนัก

สร้างขึ้นเมืองประมาณปี พ.ศ. 2050 ในสมัยพระเจ้าศิริธรรมจักรพรรดิราช กษัตริย์องค์ที่ 13 แห่งราชวงศ์เม็งราย อาศรมแห่งนี้เป็นที่จำพรรษาของพระเจ้าศิริมังคลาจารย์ผู้นิพนธ์พระคัมภีร์ “มังคลัตถทีปนี” ปัจจับันนี้ชำรุดทรุดโทรมปรักหักพังลงแล้ว

วัดกู่เต้า

เดิมชื่อ วัดเวฬุวนาราม ตั้งอยู่ในตำบลศรีภูมิติดกับสนามกีฬาเทศบาลนครเชียงใหม่ มีเจดีย์ที่มีลักษณะแปลกไปกว่าเจดีย์อื่นๆ ในเมืองไทย วัดนี้ไม่มีประวัติแจ้งไว้แน่ชัดว่าสร้างขึ้นเมื่อสมัยใด แต่มีตำนานเล่าว่า เจดีย์กู่เต้านี้เป็นที่บรรจุอัฐิของเจ้าฟ้าสารวดี ซึ่งเป็นราชโดรสของพระเจ้าบุเรงนอง ซึ่งมาครองเมืองเชียงใหม่ในระหว่างปี พ.ศ.2122-2150 ลักษณะของเจดีย์องค์นี้คล้ายกับนำผลแตงโมมาวางซ้อนกันไว้หลายๆ ลูก ชาวบ้านจึงเรียกว่า เจดีย์กู่เต้า ดังกล่าว

วัดเจดีย์เหลี่ยมหรือเจดีย์กู่คำ

อยู่ถนนสายเกาะกลางสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าเม็งราย เมื่อปี พ.ศ. 1831 กล่าวคือ หลังจากที่พระองค์ได้ยกทัพมาตีเมืองลำพูนแล้ว พระองค์ทรงมอบเมืองลำพูนให้อำมาตย์คนสนิทชื่อ อ้ายฟ้า ครองเมืองแทนส่วนพระองค์ก็ยกทัพไปสร้างเมืองใหม่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ได้ 5 ปี พระองค์ก็ยกทัพไปสร้างเมืองใหม่อยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำปิง เมื่อปี พ.ศ. 1820 ให้ชื่อเมืองนี้ว่า เวียงกุมกาย จนถึงปี พ.ศ. 1830 พระองค์ทรงโปรดฯ ให้ช่างไปถ่ายแบบพระเจดีย์มาจากวัดจามเทวีลำพูน เพื่อนำมาสร้างให้เป็นที่สักการะแก่คนทั้งหลายโดยสร้างเจดีย์องค์นี้มีฐานกว้าง 8 วา 1 ศอก สูง 22 วา มีพระพุทธรูปบรรจุอยู่ในซุ้มทั้ง 4 ด้าน ๆ ละ 15 องค์ รวม 60 องค์

หลังจากนั้นมาเป็นเวลาหลายร้อยปี วัดนี้ได้ถูกทอดทิ้งให้รกร้างจนถึงปี พ.ศ. 2451 มีคหบดีชาวพม่าคนหนึ่งได้มาเห็นเข้า เกิดความเลื่อมใสได้บูรณะขึ้นใหม่ โดยใช้ช่างชาวพม่าเป็นผู้ดำเนินการ จึงมีศิลปะแบบพม่าเข้ามาแทนที่ศิลปะแบบขอม ซึ่งเป็นแบบดั้งเดิมคงมีแต่โครงสร้างที่ยังเป็นรูปแบบเดิมอยู่เท่านั้น

วัดแสนฝาง

เป็นอีกวัดที่มีชื่อเสียงในตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่ โดยเฉพาะ “พระเจดีย์มงคลแสนมหาชัย” เจดีย์ทรงพม่าที่อยู่ภายในวัดมีลักษณะคล้ายเจดีย์ชเวดากองของพม่า เป็นเจดีย์สีขาวตกแต่งลวดลายปูนปั้นวิจิตรงดงาม มีความสูง 49 เมตร วัดแสนฝางนั้นเป็นวัดเก่าแก่สร้างมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์เม็งรายและได้รับการอุปถัมป์บำรุงจากเจ้านครเชียงใหม่และคหบดีเชียงใหม่มาโดยตลอด ดังที่เห็นปรากฏจากแผ่นไม้จารึในวัดแสนฝาง

เวียงกุมกาม

เป็นชุมชนโบราณมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้าง 600 เมตร ยาว 850 เมตร ขนานไปตามลำน้ำปิงสายเก่า ซึ่งเรียกกันว่า ปิงห่าง กล่าวคือเป็นบริเวณแม่น้ำปิงที่ถูกทิ้งร้าง แต่เนื่องจากกระแสของแม่น้ำปิงเปลี่ยนทิศทาง จึงทำให้เวียงกุมกามเปลี่ยนมาตั้งอยู่ฝั่งทิศตะวันออกดังที่เป็นในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำครั้งนั้น ทำให้เกิดน้ำท่วมเวียงกุมกามครั้งใหญ่จนเวียงกุมกามล่มสลาย และวัดวาอารามจมอยู่ใต้ดินทราย กลายเป็นเมืองร้างไปในที่สุด สภาพเวียงกุมกามถูกทำลายไปมาก แต่ยังพบร่องรอยของกำแพงเมืองซึ่งเป็นคันดิน และเห็นเป็นกำแพง 2 ชั้นตรงกลางระหว่างกำแพงคั่นด้วยคูเมืองสำหรับกักเก็บน้ำไว้ใช้ในเมืองจนกระทั่งกรมศิลปากรที่ 4 ได้ค้นคบร่องรอยกำแพงเมืองซากโบราณสถาน เศษเครื่องปั้นดินเผา ซากโบราณสถาน ได้รับการบูรณะจากกรมศิลปากรที่ 4 เช่น วิหารวัดกานโม ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์กลางของเวียงกุมกาม วัดอีค่าง วัดปู่เปี้ย วัดธาตุขาว เป็นต้น

วัดเจ็ดยอด

ตั้งอยู่ ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่  เป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ล้านนาวัดหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่   มีโบราณสถาน  โบราณวัตถุที่ล้ำค่าครบทุกประการ  เป็นวัดที่มีชื่อเสียงทั้งในอดีตและปัจจุบันที่ชาวพุทธรู้จักดี   เพราะเป็นวัดที่กษัตริย์แห่งราชวงศ์มังรายทรงสถาปนาขึ้น   และวัดนี้ยังใช้เป็นสถานที่ประชุมสังคายนาพระไตรปิฏกครั้งที่ 8 ของโลกซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2020

วัดอุโมงค์

ตั้งอยู่เชิงดอยสุเทพ วัดอุโมงค์เป็นวัดที่สำคัญอีกแห่งของเชียงใหม่ เป็นวัดที่ร่มรื่นและมีขนาดกว้างขวาง ลักษณะการออกแบบเป็นไปตามแบบพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ เดิมสร้างขึ้นในสมัยพญามังรายบริเวณ ป่าไผ่ 11 กอ ต่อมาในสมัยพญากือนา โปรดให้สร้างอุโมงค์ขึ้นในบริเวณวัด ภายหลังจึงเรียกว่าวัดอุโมงค์เถรจันทร์ หรือ วัดอุโมงค์ในที่สุด ส่วนชื่อสวนพุทธธรรมนั้น เป็นชื่อเรียกที่ ภิกขุ ปัญญานันทะ ประธานวัดอุโมงค์ ในสมัยพ.ศ. 2492-2509 ตั้งขึ้นเพื่อเรียกสถานที่ป่าผืนใหญ่ที่ปกคลุมวัดร้างโบราณ ซึ่งมีทั้งหมดประมาณ 150 ไร่ รวมเอาวัดต่างๆที่อยู่บริเวณวัดอุโมงค์โดยรอบมาไว้ด้วยกัน

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่

 

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่

 

เป็นพิพิธภัณฑสถานระดับภาค อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วิทยา และศูนย์กลางการศึกษา การอนุรักษ์และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงใหม่ และของภาคเหนือตอนบน หรือที่เรียกมาแต่โบราณว่า ล้านนา มีรูปทรงเป็นอาคารจัตุรมุขทรงไทยประยุกต์ สองชั้น ตรงยอดจั่วประดับด้วยกาแลซึ่งเป็นแบบศิลปะตกแต่งพื้นเมืองล้านนา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์บรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ พร้อมทอดพระเนตรนิทรรศการถาวรภายในอาคารเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2516  ปัจจุบันพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ ได้รับการปรับปรุงทั้งเนื้อหาการจัดแสดง อาคารสถานที่ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ภายในพิพิธภัณฑ์ ให้สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจ และเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติประจำภาคอย่างแท้จริง

ศูนย์ศิลปะการแสดงกาดสวนแก้ว

สร้างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์กลางในการนําเสนอกิจกรรมทางศิลปะและวัฒนธรรม และเผยแพร่ความรู้ทางศิลปะการแสดง ภายในศูนย์ประกอบด้วย สถาบันศิลปะการแสดงกาดสวนแก้ว อันเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปะและการแสดงที่มีความยาวนานมาถึง 10 ปี โดยมีการเรียนการสอนการแสดงครบรูปแบบ สอนการออกแบบด้านเทคนิค แสง เสียง ฉาก ทั้งเบื้องหน้า และเบื้องหลัง รวมทั้งการทำละครเวทีด้วย  ทั้งนี้ โรงเรียนแห่งนี้ได้มีการมีการปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนที่เข้มข้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เข้ากับความต้องการของสังคมในปัจจุบัน โดยการเรียนการสอนนี้จะมุ่งเน้นให้ผู้เรียนกล้าที่จะแสดงออก เรียนรู้การเข้าสังคมและการใช้ชีวิตโดยเริ่มจากการแสดงละคร (หากผู้ใดสนใจศึกษาเล่าเรียนในด้านนี้

พิพิธภัณฑ์ชาวเขา

พิพิธภัณฑ์ชาวเขาอยู่ในความดูแลของสถาบันวิจัยชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เป็นพิพิธภัณฑ์เฉพาะทางขนาดกะทัดรัดที่จัดแสดงความหลากหลายทางด้านชาติพันธุ์วิทยา โดยได้จัดเก็บรวบรวมวัตถุ หลักฐานทางด้านวิถีชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรม ประเพณีที่แตกต่างกันออกไปของแต่ละกลุ่มชนบนที่สูง 10 กลุ่มชน คือ กะเหรี่ยง แม้ว เย้า ลีซอ อีก้อ ลัวะ ถิ่น ขมุ และมลาบรีหรือเผ่าผีตองเหลือง ซึ่งเป็นกลุ่มชนที่เล็กที่สุดที่เหลืออยู่และมีลักษณะวัฒนธรรมของตนเองที่แตกต่างกันไป หลังจากทางภูมิภาคได้มีการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ชาวเผ่าเหล่านี้ก็ต้องปรับตัวให้กลมกลืนเข้ากับสังคมใหญ่มากขึ้น ดังนั้นคณะผู้จัดสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงเกรงว่าขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวเผ่าเหล่านี้จะเสี่ยงที่จะค่อยๆถูกกลืนจนสูญหายไปในที่สุด จึงพยายามแสดงและรักษาไว้ซึ่งประวัติศาสตร์ของวัฒนธรรมที่แตกต่างไปจนชนกลุ่มใหญ่เหล่านี้ไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ชาวเขาจะทำให้ได้ทราบถึงความเชื่อ การดำเนินชีวิต ภูมิปัญญาต่างๆของแต่ละเผ่าที่น่าสนใจ ซึ่งถูกนำมาถ่ายทอดผ่านการจัดแสดงทางวัตถุศิลป์ ผู้เยี่ยมชมจะได้สัมผัสกับวัตถุจริงและดั้งเดิมของชาวเขาเผ่าต่างๆ แบ่งออกเป็นหมวดหมู่ ครอบคลุมไปถึงหมวด ที่พักอาศัย การแต่งกาย สิ่งของเครื่องใช้ ประเพณี เครื่องดนตรี นับเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ที่ไม่ควรพลาดชม

เส้นทางสายตะวันตก (ทางหลวงหมายเลข 1004)

สวนรุกขชาติห้วยแก้ว

อยู่ข้างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นที่รวบรวมพันธุ์ไม้นานาชนิดไว้ศึกษา เป็นสถานที่ร่มรื่น เหมาะสำหรับเป็นที่พักผ่อนและยังมีสวนสุขภาพสำหรับออกกำลังกาย

สวนสัตว์เชียงใหม่

 

สวนสัตว์เชียงใหม่

 

อยู่ใกล้กับสวนรุกชาติ เป็นสวนสัตว์ขนาดใหญ่ได้รับการจัดสภาพอย่างดี บริเวณกว้างขวาง มีบรรยากาศร่มรื่น และมีสัตว์อยู่มากมายหลายชนิด ทั้งที่มีอยู่ในเมืองไทยและนำมาจากต่างประเทศกว่า 2,000 ชนิด เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00-19.00 น. ค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 5 บาท และยังมีร้านอาหาร เต็นท์แคมปิ้ง ไว้บริการนักท่องเที่ยว

อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย

 

อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ

 

มีพื้นที่ประมาณ 262.50 ตารางกิโลเมตร หรือ 163,162.50 ไร่ ครอบคลุมท้องที่อำเภอแม่ริม อำเภอหางดง และอำเภอเมือง ประกอบด้วยป่าที่อุดมสมบูรณ์ ภูเขาที่สูงสลับซับซ้อน ดอยที่สำคัญได้แก่ ดอยสุเทพ ดอยบวกห้า และดอยปุย เป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำลำธาร ทั้งมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และสำคัญทางศาสนา และทางประวัติศาสตร์สถานที่น่าสนใจในอุทยานฯ มีหลากหลายประเภท กระจายอยู่ตามจุดต่างๆ จุดท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ได้แก่ น้ำตกห้วยแก้ว เป็นน้ำตกเล็กๆ สูงประมาณ 10 เมตร มีน้ำไหลตลอดปี รอบๆ บริเวณสวยงามด้วยทิวทัศน์และร่มรื่นด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด บริเวณเส้นทางศึกษาธรรมชาติ เส้นทางน้ำตกห้วยแก้ว วังบัวบาน และผาเงิบ เป็นแหล่งอาศัยของนกหลายชนิด เช่น นกกะรางหัวหงอก นกแซงแซวหางปลา นกเขาเขียว เป็นต้น นักท่องเที่ยวสามารถนั่งรับประทานอาหารและพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติได้ในบริเวณนี้

ก่อนการเข้าไปท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติ นักท่องเที่ยวควรมีการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติ โดยดูได้จากเว็บไซต์ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช www.dnp.go.th  และแนะนำนักท่องเที่ยวที่ประสงค์จะเข้าไปท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติที่มีการกำหนดจำนวนนักท่องเที่ยวไว้ ให้ติดต่อสอบถามหรือสำรองการเข้าไปใช้บริการล่วงหน้าก่อนการเดินทางที่อุทยานแห่งชาติโดยตรง อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จังหวัดเชียงใหม่ โทร. +66 5329 5041 ตลอด 24 ชั่วโมง และ +66 5321 0244 ระหว่าง 08.00-17.00 น.ค่าเข้าชม คนไทยผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท /ชาวต่างชาติผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาทอัตราค่าบริการ สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยลด 50 เปอร์เซ็นต์ วันจันทร์-วันศุกร์ ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม-31 ธันวาคม 2558 ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท

เส้นทางสายตะวันตกเฉียงใต้ (ทางหลวงหมายเลข 108)

หมู่บ้านทำเครื่องบิน

อยู่บริเวณถนนวัวลาย ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเครื่องเน เช่น หีบบุหรี่ ช้อนส้อม ถาดผลไม้ เชี่ยนหมาก ฯลฯ ลวดลายประดิษฐ์ประณีตบรรจง นอกจากนี้ยังมีโรงงานอยู่บริเวณเส้นทางเชียงใหม่-สันกำแพง และถนนช้างคลาน

โรงงานทำเครื่องเคลือบดินเผาสังคโลก

อยู่ห่างจากศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่ ไปตามถนนสายเชียงใหม่-หางดง ประมาณ ๑ กิโลเมตร เครื่องสังคโลก เป็นเครื่องปั้นดินเผา ชนิดพิเศษ และมีชื่อเสียงมาก มีลักษณะเป็นสีเขียว มีตั้งแต่ของใช้จนกระทั่งถึงโป๊ะตะเกียง แจกัน จาน ที่เขี่ยบุหรี่ ฯลฯ และยังหาชมได้ตามโรงงานแถวถนนเชียงใหม่-สันกำแพงและถนนโชตนา

โรงงานทำเครื่องเขิน

เครื่องเขินเป็นสินค้าพื้นเมืองที่ขึ้นหน้าขึ้นตาอย่างหนึ่งของเชียงใหม่ที่มีความสวยงามนักท่องเที่ยวนิยมซื้อไปใช้และประดับบ้านได้อย่างสวยงามยิ่งประกอบกับลวดลายต่างๆ ที่บนเครื่องเขินก็เป็นแบบไทย ส่วนมากแล้วในบริเวณตอนเหนือของไทยรอบๆ เชียงใหม่นับเป็นศูนย์อุตสาหกรรมเครื่องเขิน และเครื่องเขินของไทยนั้นมีลักษณะเด่นแตกต่างจากเครื่องเขินประเทศอื่นๆ ในภาคพื้นเอเชีย เช่น จีนและญี่ปุ่น โดยมากมักจะทำเป็นรูปภาชนะเบาๆ เช่น ถ้วย ขัน กล่องบุหรี่ ถาด แจกัน เป็นต้น

ในเชียงใหม่มีโรงงานเครื่องเขินอยู่ในกิโลเมตรที่ 7 สายเชียงใหม่หางดง อยู่ถัดจากโรงงานสังคโลกไปเล็กน้อย ทางด้านซ้ายมือมีป้ายขนาดใหญ่ตั้งแสดงไว้ให้เห็นอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมีโรงงานอยู่แถวถนนนันทาราม ถนนเชียงใหม่-สันกำแพง ถนนช้างคลาน อีกด้วย

หมู่บ้านเครื่องปั้นดินเผาเหมืองกุง

เป็นหมู่บ้านที่ทำเครื่องปั้นดินเผาชนิดต่างๆ เช่น หม้อแกง น้ำต้น หม้อน้ำ แจกัน เป็นต้น โดยเฉพาะน้ำต้มนั้นเป็นที่นิยมทั่วไปแก่คนที่พบเห็นเนื่องจากสามารถใส่น้ำดื่มสำหรับคนเดินทางได้เป็นอย่างดีปัจจุบันได้มีการพัฒนากรรมวิธีในการผลิต และรูปแบบเครื่องปั้นดินเผา เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีสีสันสดขึ้น หมู่บ้านนี้เป็นหนึ่งในโครงการหมู่บ้านหัตถกรรมของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

บ้านเหมืองกุง

อยู่ห่างจากตังจังหวัดเชียงใหม่ ไปตามเส้นทางถนนสายเชียงใหม่-ฮอด ประมาณ 10 กิโลเมตร และระยะทางห่างจากถนนสายวงแหวน ประมาณ 6 กิโลเมตรเท่านั้น โดยอยู่ก่อนถึงทางแยกตัดใหม่สายหางดงสะเมิงเพียงเล็กน้อย นอกจากนี้ยังมีศูนย์แสดงตัวอย่างหัตถกรรมและศูนย์ให้ข่าวสารอยู่ปากทางเข้าหมู่บ้านด้วย

บ้านถวาย

อยู่ถัดจากเหมืองกุงไปตามเส้นทางสายเชียงใหม่-ฮอด ประมาณหลักกิดลเมตรที่ 15 ถึงห้องสมุดประชาชนอำเภอหางดง มีทางแยกซ้ายเข้าหมู่บ้าน มีโรงงานผลิตไม้แกะสลักเพื่อจำหน่ายทั้งปลีกและส่ง มีชื่อเสียงในการทำผลิตภัณฑ์เลียนแบบของเก่าซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถชมการผลิตและซื้อเป็นสินค้าที่ระลึกได้

Webmaster

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *